ห้อง 4/9

Advertisements
  1. นาย ธีรพล อ่อนสุข

    เรื่องชาวนากับงู
    กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว… มีชายวัยกลางคนใจดีคนหนึ่งมีอาชีพทำนา เขาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งอย่างมีความสุข วันหนึ่งชาวนาใจดีคนนี้และเพื่อนบ้าน ได้พากันออกไปทำนาอย่างเช่นเคยทุกวัน ขณะที่ชาวนาใจดีกำลังทำนากับเพื่อนบ้านอยู่นั้น ฝนได้ตกโปรยลงมาอย่างหนัก เขาเดินไปที่ใต้ต้นไม้ ใหญ่ เพื่อหลบฝนอยู่ข้างขอบคันนา แล้วชาวนาใจดีก็เหลือบไปเห็นงูตัวหนึ่งนอนแข็งอยู่ข้างคันนา ชายชาวนาเห็นเช่นนั้นจึงเกิดความสงสาร เขาจึงช่วยชีวิตมันด้วยการเอามือทั้งสองโอบมันขึ้นมา แล้วเขาก็เอาผ้าขาวม้าของเขาคลุมมันเพื่อให้เกิดความอบอุ่น และเวลาไม่นานนัก เจ้างูตัวนั้นก็รู้สึกอบอุ่น มีเรี่ยวแรงขึ้นมา มันจึงหันไปกัดที่แขนของชาวนาผู้ใจดี จากนั้นงูพิษก็ได้เลื้อยหนีไป ปล่อยให้ชาวนาใจดีทนกับพิษบาดแผล ก่อนชาวนาใจดีคนนั้นจะสิ้นใจเขาได้บอกเพื่อนบ้าน ที่มายืนดูว่า ” อย่าไปเมตตาปราณีกับสัตว์ร้ายและคนเลว เพราะพวก เหล่านี้ไม่เคยสำนึกในบุญคุณ ที่เคยช่วยเหลือพวกมันกลับเนรคุณต่อผู้มีพระคุณ เหมือนเช่นข้า ที่เข้าไปช่วยเหลือแล้วต้องมาเป็นเช่นนี้ ” พูดจบชาวนาใจดี ก็ขาดใจตายอย่างน่าสงสาร นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “คนที่มีนิสัยเป็นคนพาลย่อมไม่รู้จักบุญคุณผู้ที่ช่วยเหลือตน”
    สมาชิก
    1.นาย ธีรพล อ่อนสุข เลขที่4
    2.นาย สิริวัฒน์ อยู่ด เลขที่6
    3.นาย นวพล วิจิตอักษร เลขที่9
    4.นางสาว ภานินี วงศ์เดโช เลขที่39

  2. นางสาว สุภาวดี แม่นศร

      กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว… มีตากับยายทำอาชีพเลี้ยงห่านอยู่ที่ชานเมือง ซึ่งห่างจากหมู่บ้านไปไม่ไกล แกอยู่กัน สอง คนตายายอย่างมีความสุขกับพวกห่านเหล่านั้น หลายวันต่อมา ที่เล้าของพวกห่าน ได้เกิดเรื่องแปลกประหลาดขึ้นมา เจ้าห่านตัวหนึ่ง มันนอนฟักไข่อยู่บนกองฟางและเจ้าห่านตัวนั้นมันได้ฟักไข่ออกมาเป็นทองคำ มันนอนกกไข่ทองคำไว้อย่างดีตายายเอาอาหารมาให้เจ้าห่านพวกนั้นกิน ยายมองไปเห็นไข่ทองคำ ยายหยิบไข่ทองคำขึ้นมาดูและร้องเรียก ตามาดูตายายดีใจเป็นอย่างมากที่ห่านได้ไข่ออกมาเป็นทองคำ และต่อมาไม่นานนัก ตายายก็มีฐานะที่ดีขึ้นและมีข้าวของเงินทองมากมาย ตายายจึงเกิดความโลภมากขึ้นมา ตายายปรึกษาหารือกันเรื่องของเจ้าห่าน ที่มันไข่ออกมาเป็นทองคำ ตายายพยายามคิดหาวิธี ที่จะให้เจ้าห่านตัวนั้นไข่ออกมามากๆ จ ะได้เอาไปขายได้เงินมาเยอะๆ นั่งคิดไม่นานนักตายายก็นึกขึ้นได้ ตายายก็หันหน้ามายิ้มให้กัน เพราะแก่คิดหาวิธีได้แล้ว ช้าวันรุ่งขึ้น ตายายก็จับเจ้าห่านตัวนั้นมาทำตามวิธีที่แกสองคนคิดกันไว้ โดยการผ่าท้องเอาทองคำออกมาให้หมด จะได้นำไข่ทองคำไปขายได้ทีละมากๆ ทันใดนั้นเอง ตายายก็จับเจ้าห่านผ่าท้อง และเปิดท้องเจ้าห่านดู แต่ปรากฏว่า ภายในท้องของเจ้าห่านกับไม่มีทองคำอยู่เลย ตายายรู้สึกเสียใจและผิดหวังเป็นอย่างมาก ไข่ทองคำก็ไม่ได้แถมเจ้าห่านก็ยังมาตายอีกเราไม่ได้ไข่ทองคำอีกต่อไป ไม่นานนักตายายก็ไม่มีอะไรเหลือเงินทองที่เคยมีก็ค่อย ๆ หมด และในที่สุดตายายก็นึกเสียใจกับการที่เอาเจ้าห่านไปผ่าท้อง
    นิทานอีสปเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ” โลภมากมักลาภหาย ”
    สมาชิก
    1.นางสาว สุภาวดี แม่นศร เลขที่21
    2.นางสาว ปิยะมาศ  บุญเนตร เลขที่27
    3.นางสาว ศศิวมล เลี้ยงประยูร เลขที่ 28
    4.นางสาว ดวงหทัย ทองคำดี เลขที่ 36
    5.นางสาว ธัญญลักษณ์ เก่งธัญการ เลขที่37

  3. เรื่อง กระต่ายกับเต่า
    มีอยู่ในวันหนึ่งมีเต่าตัวหนึ่งคลานอย่างช้าๆ มาตามนิสัยของมันและที่ตรงอีกทางด้านหนึ่งก็ได้มีกระต่ายตัวหนึ่งวิ่งผ่านมาทางนั้นเข้าอย่างบังเอิญด้วยความรวดเร็ว ฮิฮิ นี่เจ้าเต่านายชอบที่จะเดิมต้วมเตี็ยมๆ อย่างนี้เสมอๆทำใมนายถึงได้เดินช้าอย่างนั้นเล่า เต่าจึงพูดว่า ถึงเเม้ว่าข้าจะเดินได้ช้าแต่ถ้าพูดถึงเรื่องของความอดทนแล้วข้าไม่เคยแพ้ใครนายลองมาแข่งขันวิ่งไปที่บนยอดเขานั่นดูไหมล่ะ กระต่ายเมื่อได้ยินอย่างนั้นก็หัวเลาะลั่น 5555 น่าสนใจมากเลยทีเดียวแต่รับรองได้ว่าไม่มีทางที่เจ้าจะเอาชนะข้าไปได้หรอกมันเปรียบเทียบกันไม่ได้เลย กระต่ายเที่ยวไปเรียกพวกพร้องให้มาชุมนุมกันอย่างทันทีทันใดรวมทั้งเป็นกรรมการในการแข่งขันด้วยทุกๆคนมาดูเป็นสักขีพยานว่าใครจะเ็นผู้ชนะในการแข่งขันวิ่งเร็วระหว่างเต้าโง่กับตัวข้า 555 เตรียมพร้อมไปพสิ้นเสียงบอกสัญญาณริ่มการแข่งขันโดยสุนัขจิ้งจอกทั้งเต่าและกระต่ายก็เริ่มออกวิ่งไปพร้อมๆกัน ปิย้อง ปิย้อง กระต่ายกระโดยออกวิ่งนำหน้าไปด้วยความเร็วสูงเผลอแผ็เดียวมันก็วิ่งมาจนถึงที่ตรงจุดกึ่งกลางของทางระหว่างภูเขา มันจึงได้หยุดวิ่ง เจ้าเต่ามันมาถึงไหนแล้วร่ะ พูดแล้วมันก็ได้หันไปดูและก็ได้เห็นว่าเต่านั้นยังคงคลานมาอย่างช้าๆ มองเห็นไกลๆ พวกผู้ชมที่มาชุมนุมกันต่างก็หัวเราะเเละได้พูดว่า ท่านเต่าๆท่านนี่ช่างวิ่งได้ช้ามากๆ อาจที่จะพูดได้ว่าเดินได้ช้าที่สุดในโลกเลยก็ได้ 55 แม้ว่าจะได้ยินแบบนั้นแต่เต่าก็ไม่สนใจอะใรยังคงคลานของมันต่อไปด้วยความเงียบสงบอย่างตั้งใจเพื่อที่จะไห้ไปถึงบนยอดเขาโดยไม่คิดที่จะหยุดพักผ่อน ข้างฝ่ายกระต่ายเมื่อรอเท่าใรก็ไม่เห็นมีทีท่าว่าเจ้าเต่าจะตามมาทันมันสักทีมันจึงเริ่มนึกเบื่อกับการรอคอยเจ้าเต่่ามันยังคงคลานอยู่อีกตั้งไกลนอนรอสักงีบหนึ่งคงได้ถึงยังไงมันก็ไม่มีทางที่ตามมาทันได้หรอกมันพูดแล้วก็ล้มตัวลงนอนแล็วหลับหลับไปกลางทางตรงภูเขานั้นเองนั้นขณะที่กระต่ายหลับอยู่อย่างสนิทเต่าซึ่งเดินมาอย่างไม่คิดที่จะได้หยุดพักผ่อนนักถึงแม้ขาของข้าจะสั้นเดินได้ช้าก็จริงแต่เรื่องของความอดทนแล้วข้าไม่เคยยอมแพ้ให้ใครข้าจะต้องทำดีที่สุดเท่าที่ข้าจะทำได้หลังจากในขณะที่เต่าได้่เดินมาจนถึงจุดกึ่งกลางของภูเขาพรั้นมันก็ได้ยินเสียงหนึ่งซึ่งเป็นเสียงเหมือนกับโกนจากในที่แห่งหนึ่งเสียงโกนที่ไหนนี่เจ้ากระต่ายนี่มันมาแอบหลับอยู่ที่นนี่เองที่ๆตงนั้นกระต่ายนอนหลับอยู่สุขสบายส่วนเต่านั้นยังคงที่จะเดินต่อไปทีละก้าวๆอย่างอดทนและแล้วหลังจากนั้นชั่วขณะหนึ่งกระต่ายก็เริ่มรู้สึกตัวและสะดุ้งกลับมาเฮ้ เจ้าเต่ามันคานมาจนถึงที่ไหนแล้วนี่มันรีบกวาดสายตามองหาแต่ก็ช้าและสายไปเสียแล้วเพราะที่มันมองไปตงจุดเส้นไชที่อยู่บนยอดเขานู้นมันก็ได้เห็นเจ้าเต่ากำลังแสดงความยินดีที่ได้รับความชัยชนะอยู่อย่างมีความสุขอยู่ในขณะนั้นเสียแล้ว นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น
    สมาชิกกลุ่ม
    นางสาวมัญชุพร ระบอบ เลขที่23 ชั้น 4/9

  4. ชื่อเรื่อง วิถีชีวิตเศรฐกิจพอเพียง

    มีหมู่บ้านเเห่งหนึ่งชื่อว่า หมู่บ้านเเสนดี ในหมู่เเห่งนี้มีหลายครอบครัวอาศัยอยู่ มีฐานะที่เเตกต่างกันทั้งรวยเเละจน มีครอบครัวอยู่ครอบครัวหนึ่งมีฐานะยากจนมากคือครอบครัวของ นายบุญมี เเละนางบุญมา มีลูกทั้งหมด2คน อาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็กๆ ที่บ้านของนายบุญมีประกอบอาชีีพเกษตรกร เป็นหนี้เป็นสินจำนวนมาก เเค่การทำนาไม่พอเพียงสำหรับค่าใช้จ่ายภายในครอบครัว เพราะต้องส่งลูกทั้งสองคนเรียน นายบุญมี เเละนางบุญมาจึงคิดหาวิธีว่าจะทำอะไรให้มีเงินพอใช้จ่ายภายในครอบครัว วันต่อมานายบุญมีได้ไปเห็นเรื่องราวเกี่ยวกับพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เกี่ยวกับหลักปัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นายบุญมีจึงรีบเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้นางบุญมาฟัง เมื่อนางบุญมาได้ฟัง ก็บอกให้นายบุญมีลงมือทำตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
    ข้อคิดจากเรื่อง
    1.ควรใช้ชีวิตที่อยู่ในความพอประมาณ
    2.ไม่ควรใช้จ่ายฟุ่มเฟือย
    3.ควรใช้เหตุผลมากกว่าความต้องการของตนเอง
    รายชื่อสมาชิก
    1.นางสาวอรณิชา สิงห์เวียง เลขที่12
    2.นางสาวณัฐฏา รวยตระกูล เลขที่14
    3.นางสาวทิพย์สุดา สุธรรมมา เฃขที่16
    4.นางสาววิมลรัตน์ มนัสตรง เลขที่18
    5.นางสาวจิรภิญญา จันทร์ตา เลขที่32
    ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/9

  5. ชื่อเรื่องน้ำใจในหมู่โจร
    ณ ป่าแห่งหนึ่งมีฝูงลิงผู้เป็นเจ้าป่าควบคุมดูแลเหล่าประชากรสัตว์ทั้งหลายแต่ลิงพวกนี้มีวิธีดูแลป่าท้องของเหล่าประชากรสัตว์โดยการออกปล้นขิงจากเรือที่แล่นผ่านน่านน้ำแถบนี้มาให้ประชากรสัตว์ของตนกินและใช้เขารู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ดีแต่ด้วยความอยู่รอดของประชากรในความปกครองเขาจึงต้องทำแต่อยู่มาวันหนึ่งมีเรือที่ขนขยะมาทิ้งไว้กลางทะเลทำให้น้ำแถบนั้นเน่าเสียสัตว์ในเกาะเริ่มๆอ่อนแอเจ็บป่วยและค่อยๆล้มตายสัตว์ในเกาะอื่นก็เหมือนกันเขาจึงระดมพลประชากรของเขานำเรือออกไปช่วยกันเก็บขยะจนหมดทำให้สัตว์ในเกาะของเขาและเกาพอื่นๆรอดตายผู้นำจากเกาะอื่นต่างพากันมาขอบคุณในน้ำใจและก็ขนอาหารมาให้กันอย่างมากมายตั้งแต่นั้นมาเขาก็ใด้รับความยกย่องที่สุดในน่านน้ำนั้นทำให้เขาเลิกปล้นตั้งแต่นั้นมา
    รายชื่อสมาชิก
    นส.ณัฐกานต์ มังกร เลขที่15ชั้นม.4/9
    นส. พรนภัส ปัญโญ เลขที่38 ชั้นม.4/9
    นส. สุนิษา พุ่มทอง เลขที่40ชั้นม.4/9
    นส.พัชฤดี โมกล้า เลขที่20ชั้นม.4/9

  6. เรื่องต้นโอ๊กผู้ยิ่งใหญ่
    ในเย็นวันหนึ่ง มีพายุใหญ่พัดกระหน่ำจนต้นอ้อนั้นเอนลู่ไปตามกระแสลมต้นโอ๊กใหญ่เห็นเช่นนั้นจึงถามต้นอ้อว่า”ไฉนเจ้าจึงยืนนิ่งต้านแรงลมเล่า”ต้นอ้อตอบอย่างถ่อมตนว่า ข้านั้นเป็นต้นไม้เล็กๆ ไม่มีแรงกำลังมากเช่นท่านลมพัดไปทางไหนก็ต้องเอนไปทางนั้น ต้นโอ๊กได้ฟังก็หัวเราะดังลั่นอย่างภูมิใจในความยิ่งใหญ่ของตน แต่ทว่าคืนนั้น พายุยังคงโหมกระหน่ำรุ่นแรงจนต้นโอ๊กหักโค่นลงเหลือแต่ต้นอ้อที่ยังมีชีวิตอยู่และเมื่อพายุสงบลงต้นอ้อก็หยักยืนตรงได้อีกครั้ง
    นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
    รู้จักโอนอ่อนย่อมหยัดอยู่ได้นานกว่าแข็งกระด่างตลอดไป
    รายชื่อสมาชิกกลุ่ม
    นางสาวบุณยาพร กอบธัญกิจ เลขที่ 11
    นางสาวสายธาร รอดปาน เลขที่ 19
    นางสาววริศรา อินสละ เลขที่ 25
    นางสาวกุลยา เก็กง้วน เลขที่ 31
    นางสาวณัฏฐา ทองเมือง เลขที่ 35
    ชั้นมัธยมศึกษาที่ 4/9

  7. ทิพวัลย์ เชี่ยวธัญกรณ์

    เรื่องกำเนิดทะเลทราย
    โลกทุกวันนี้ที่เราอาศัยอยู่กันนั้น เมื่อครั้งอดีตกาลนานมาแล้ว เชื่อกันว่ามีพระผู้เป็นเจ้าสร้างโลกใบนี้ไว้อย่างสวยงามมีต้นไม้ดขียวชอุ่ม สัตว์น้อยใหญ่อยู่อย่างสงบสุข ไม่มีดินแดนใดที่เป็นทะเลทรายที่แสนแห้งแล้งเลยแต่แล้วพระเจ้าผู้สร้างโลกก็ได้สร้างคำสาปเพื่อหวังให้มนุษย์เคารพในกฎกติกาว่าทุกครั้งที่พวกเจ้าทำผิดศีลธรรมทรายก็จะตกจากฟากฟ้าลงมาบนพื้นโลกหนึ่งเม็ด เหล่ามนุษย์ทั้งหลายต่างพากันหัวเราะเยาะกับคำสาปนี้ว่าเพียงทรายเม็ดเดียวจะเป็นอะไรนักหนาเล่า เขาเหล่านั้นไม่เกรงกลัวต่อสิ่งที่เขาจะต้องเผชิญในอนาคตเมื่อนานวันผ่านไปโลกที่เคยแสนสวยงามของมนุษย์ทั้งหลายเริ่มเปลี่ยนแปลงไปเนื่องจากเม็ดทรายที่หล่น จากฟากฟ้า ก่อให้เกิดความแห้งแล้งจองทะเลทรายเพราะความผิดของมนุษย์ที่กระทำได้ไม่เว้นแต่ละวันทรายที่ตกลงมาจึงมีจำนวนมหาศาลเป็นทะเลทรายที่แห้งแล้งในที่สุด
    เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
    การกระทำผิดเล็กๆน้อยๆ เมื่อทำบ่อยครั้งก็อาจก่อให้เกิดภัยอันใหญ่หลวงได้ในภายหลัง
    รายชื่อสมาชิก
    น.ส.ชนิตา ภมงคล เลขที่ 13 ชั้น.4/9
    น.ส. วราภรณ์ มากแก้ว เลขที่17 ชั้นม.4/9
    น.ส.ทิพวัลย์ เชี่ยวธัญกรณ์ เลขที่22 ชั้น.4/9
    น.ส.กชพรรณ พรมคล้าย เลขที่26 ชั้นม.4/9
    น.ส.พิชญานันท์ โพธิน เลขที่33 ชั้นม.4/9

  8. นางสาววารุณี อยู่รอง

    เรื่อง จากลาอย่างสามัคคี
    คารุ หมูน้อยแห่งหมู่บ้าน โทจิ อาศัยอยู่กับพ่อแม่ในช่วงปิดเทอม
    คารุอยู่บ้านคนเดียวรู้สึกเบื่อ จึงออกไปเดินเล่นได้พบกับนัตโตะ วัวน้อยเพื่อนรัก จึงชวนกันไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะ นัตโตะได้บอกกับคารุว่า
    พรุ่งนี้ ซากุระ แมวสาวเพื่อนอีกคนของคารุ จะย้ายไปต่างประเทศพร้อม
    ครอบครัว คารุจึงเดินทางไปบ้านของซากุระ แต่ไม่เจอกับซากุระเจอแต่แม่
    ของซากุระ แม่ของซากุระบอกว่า ซากุระออกไปซื้อของกับคุณพ่อ คารุจึงบอกกับแม่ของซากุระว่าจะจัด งานอำลาให้ซากุระ แม่ซากุระจึงอนุญาติให้
    คารุวางแผนกับเพื่อนๆ จัดเตรียมงานเลี้ยงให้ซากุระ งานเลี้ยงจึงออกมาเสร็จสมบูรณ์สวยงาม เมื่อซากุระมาถึงก็รู้สึกดีใจที่เพื่อนๆช่วยกันทำอะไร
    ให้เธอ งานเลี้ยงนั้นจึงเต็มไปด้วยความสุข เช้าวันต่อมาทุกคนได้ไปส่ง
    ซากุระที่สนามบิน ทุกคนกล่าวลาพร้อมกับสวมกอดซากุระ ซากุระบอกกับเพื่อนๆว่า ” ถึงตัวจะห่างไกลกัน แต่ความรักและความห่วยใยของเพื่อน
    ยังคงแน่นแฟ้นไม่จางหายไป…..
    ข้อคิด: มิตรภาพที่ไม่มีวันจางหาย คือ ความหมายของคำว่าเพื่อน
    สมาชิก
    นายสุพิเชฐ ศรีโสภา ม.4/9 เลขที่ 7
    นายนิมิตร ส้มสุด ม.4/9 เลขที่ 8
    นางสาววนิดา สอนศิลป์ ม.4/9 เลขที่ 24
    นางสาววารุณี อยู่รอง ม.4/9 เลขที่ 30
    นางสาวบุษราทิพย์ สุขสะอาด ม.4/9 เลขที่ 34

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: